สิ่งมหัศจรรย์ที่ดึงดูดนักดำน้ำ และผู้ที่สนใจในตำนานลี้ลับ ที่กำลังรอให้คุณมาพิสูจน์ด้วยตัวเองที่ “เกาะโยนากุนิ (Yonaguni)” ในประเทศ ญี่ปุ่น ชมความงามของโบราณสถานใต้น้ำ อีกทั้งปะการังสวยงาม ในแถบหมู่เกาะบริเวณใกล้เคียง

                  เกาะโยนากุนิ (Yonaguni) พื้นที่ด้านตะวันตกของญี่ปุ่น เป็นสถานที่ที่สามารถมองเห็นไต้หวันได้ในวันอากาศดี เป็นเกาะที่ใกล้กับหมู่เกาะเซ็นคาคุ (หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู) มากที่สุด ซึ่งมีชาวบ้านตั้งถิ่นฐานอยู่ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากของญี่ปุ่น ในยุคที่จีนกำลังแสดงอิทธิพลทางทะเล ได้ข่มเพื่อนบ้านเป็นพิเศษ

                    เกาะแห่งนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ ให้ผู้ที่สนใจในตำนานลี้ลับ ให้เดินทางมาพิสูจน์ด้วยตาตนเอง เพราะมันคือ โครงสร้างหินขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับขั้นบันได บ้างก็เรียกพีระมิด หลายคนเชื่อว่า ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์โบราณ ที่มีอารยธรรมชั้นสูงเปรียบเทียบได้กับ “แอตแลนติศ” อารยธรรมโบราณที่จมลงใต้น้ำ ตามที่เพลโตได้บอกเล่า

มีนักดำน้ำท้องถิ่นชื่อ คิฮาชิโระ อาระทาเกะ ได้เข้าไปพบโครงสร้างหินเหล่านี้ เมื่อปี 1986 โดยบังเอิญ หลังจากนั้น มาซาอากิ คิมูระ (Masaaki Kimura) นักธรณีวิทยาท้องทะเล ประจำมหาวิทยาลัย แห่งริวกิวของญี่ปุ่น ได้ดำน้ำไปสำรวจโครงสร้างหินเหล่านี้เป็นเวลาติดต่อกันนับ 10 ปี ซึ่งเขาเชื่อว่า สิ่งที่เขาได้พบเห็นคือ ซากเมืองโบราณอายุราว 5 พันปี

                       คิมูระ ได้เล่าว่า ตอนแรกเขาก็คิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อดำน้ำลงไปดูกับตาตนเอง เขาก็เชื่อทันที ว่ามันคือสิ่งที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ เขาได้อ้างว่า พบหลักฐานที่ชี้ว่า สิ่งก่อสร้างเบื้องล่างถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ ไม่ว่าจะลวดลายที่คล้ายตัวอักษร หินแกะสลักเป็นรูปสัตว์ หรือสัตว์ประหลาดอย่าง “สฟิงซ์” ที่มีใบหน้าคล้ายกับกษัตริย์จีน หรือโอดิเนวา และสึนามิครั้งใหญ่ในปี 1771 คือสาเหตุที่ทำให้เกาะจมอยู่ใต้น้ำ

โยนากุนิ อารยะแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

                        อนุสาวรีย์โยนากุนิ (The Yonaguni Factor) สิ่งก่อสร้างคล้ายอนุสารีย์ยักษ์ได้จมอยู่ใต้น้ำ เป็นวิหารหินขนาดใหญ่ ปัจจุบันประเด็นถกเถียง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดก็คือ อนุสาวรีย์แห่งโยรากุนินี้ เกิดขึ้นจากธรรมชาติ หรือเกิดจากผลงานทางอารยธรรมของมนุษย์

หากเป็นฝีมือมนุษย์ ต้องใช้เทคโนโลยีขนาดไหหน ถึงจะสามารถรังสรรค์ให้เกิดขึ้นมาในลักษณะที่อลังการเช่นนี้ หากเกิดจากธรรมชาติ ก็ยังหาข้ออธิบายถึงลักษณะเหลี่ยมมุม และแนวกำแพงที่ตรงและแม่นยำไม่ได้

                       นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ลงความเห็นว่า อนุสาวรีย์ยักษ์นี้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ และหากเป็นเช่นนั้น อนุสาวรีย์หินที่โยนากุนิ ก็นัลเป็นการค้นพบทางโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ อนุสาวรีย์นี้ น่าจะอยู่ในตอนปลายของยุคน้ำแข็ง ซึ่งผ่านมา 12,000 มาแล้ว บางท่านก็เห็นว่าเก่ากว่านั้น

                      ด้วยความใหญ่โตเกินกำลังมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงเสนอว่าจริงๆ มันน่าจะเกิดขึ้นจากการรังสรรค์ของธรรมชาติมาเป็นเวลานา จนทำให้เกิดเหลี่ยมมุมที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม หนึ่งในทีมงานสำรวจ “มาซากิ คิมูระ” (Masaaki Kimura) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว ได้ลงความเห็นว่า โบราณสถานนี้ เป็นพีระมิด ที่เกิดจากมนึษย์ โดยเชื่อโยงกับบรรดาปราสาทหิน และสุสานโบราณในหมู่เกาะใกล้เคียง ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก

                      อนุสาวรีย์ที่โยนากุนิ มีลักษณะคล้าย หรือใกล้เคียงกับอนุสรณ์สถานต่างๆ ในอเมริกาใต้เป็นอย่างมาก บางคนเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า ” ปิระมิดใต้ทะเลแห่งเอเชีย “ ที่โยนากุนิ อันเป็นดินแดนที่อยู่ค่อนไปทางนะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น และยังมีชื่อเสียงในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว อย่างเป็นที่อยู่ของตัวมอธพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแนวปะการังสวยงาม และธุระกิจสอนดำน้ำชมปะการัง ที่กำลังเฟื่องฟูในตอนนั้น

                       นอกจากนี้ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายให้ความสนใจไปพักผ่อนกัน ทั้งนักวิทยาศาสตร์ ที่ไปสำรวจพฤติกรรมของฉลามหัวฆ้อน ที่มีอยู่อย่างชุกชุม และถือเป็นแหล่งที่อยู่ของฉลามหัวฆ้อน แหล่งใหญ่อีกแหล่งของโลก ซึ่งอยู่ห่างจากโบราณสถานใต้น้ำขนาดมหึมา เพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น