เกาะลังกาวี

           เกาะลังกาวี (Langkawi Island) อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆ 99 เกาะ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของป่าฝนเขตร้อนที่เก่าแก่ มีทั้งถ้ำ น้ำตก และทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เป็นมรดกโลกทางอุทยานธรณีแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังเป็นที่มาของตำนานความรักและคำสาปของพระนางเลือดขาว “มะห์สุหรี” (Mahsuri)

จุดท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาะลังกาวี

            Langkawi City ตั้งอยู่ในเมืองกัวห์ เป็นศูนย์รวมของอนุสาวรีย์ที่เป็นแลนด์มาร์กของเกาะลังกาวี ช้อปปิ้งมอลล์ สนามกอล์ฟ พรีเมี่ยมเอ้าต์เล็ต สปา และที่พักที่หรูหรา

             

 

Dataran Lang หรือจัตุรัสนกอินทรีบริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ สัญลักษณ์ของเกาะลังกาวี โดยคำว่า ลังกาวี (Langkawi) ซึ่งมาจากคำภาษามาเลเซีย 2 คำ คือคำว่า “helang” ที่แปลว่า อินทรี และคำว่า “kawi” ที่แปลว่า สีน้ำตาล เป็นแลนด์มาร์กที่โดดเด่นด้วยรูปปั้นนกอินทรีขนาดใหญ่

       

 

      Marina Langkawi ท่าเรือที่ลังกาวี แต่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่พัฒนาการคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จนเป็นท่าเรือยอชต์และสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามอีกหนึ่งที่

               

 

Crocodile Adventureland เป็นฟาร์มจระเข้ขนาดใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ที่มีจระเข้เกือบ 4,000 ตัว ทั้งจระเข้น้ำจืดและจระเข้น้ำเค็มเลยค่ะ

                ****ลังกาวีห่างจากเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูลของประเทศไทยเพียง 4 กิโลเมตร และเป็นที่รู้จักของชาวไทยและมาเลเซียจากตำนานของมะห์สุหรี สตรีผู้ถูกประหารด้วยความอยุติธรรม โดยนางนั้น ได้สาปแช่งเกาะลังกาวีไว้ก่อนที่จะสิ้นใจ และการนำทายาทรุ่นที่ 7 ของเธอมาถอนคำสาป เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันต่อเลยค่ะ^^

ตำนานเกาะต้องคำสาป "นางมัสสุหรี"

         เกาะแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวมาเลย์ ที่เล่าขานกันมา ถึงเจ้าหญิงชายารัชทายาท ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้วนามว่ามัสสุหรี ซึ่งเป็นหญิงคนไทย ลูกหลานชาวภูเก็ต
        พ่อกับแม่พระนางมัสสุหรี มีอาชีพค้าขายทางเรือระหว่าง ภูเก็ตกับเกาะปีนัง วันหนึ่งแม่ของพระนางมัสสุหรีได้ตั้งท้อง และซินแซ ได้ทำนายว่า เด็กในท้องจะเป็นผู้หญิง ที่มีบุญยาธิการสูง เป็นคนดีที่เคารพแก่คนทั่วไป พ่อและแม่ของพระนางมัสสุหรี จึงขายข้าวของที่บ้านและที่ดินทั้งหมด เพื่อไปซื้อเรือและนำสินไปขายที่เกาะปีนัง ขณะที่พระนางมัสสุหรี อายุได้ 7 ขวบ ในระหว่างเดินเรือกลางทะเล เกิดพายุใหญ่ขึ้น ด้วยความเป็นห่วงลูก พ่อและแม่ได้เข้ามาโอบกอดกลัวลูกตกทะเล จึงทำให้เสียการควบคุมเรือ ทำให้เรือล่มลงกลางทะเล ทุกคนตกลงสู่กลางทะเล แต่ด้วยความเป็นห่วงลูก จึงนึกถึงคำทำนายของซินแส และได้อธิษฐานว่า “หากเด็กคนนี้มีบุญยาธิการจริงก็ขอให้รอดพ้นจากการจมน้ำเถิด” จากนั้น ทั้ง 3 พ่อแม่ลูก ก็รอดชีวิตอย่างปาฏหารย์ และไปติดที่เกาะแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “ลังกาวี” ที่แปลว่า นกอินทรีย์สีน้ำตาล
       บนเกาะลังกาวีนั้น มีคนมาเลย์พื้นเมืองเดิม มีสุรต่านปกครองชาวประชาเหมือนรัฐอื่นๆ ในแถบคาบสมุทรมาลายู ซึ่งทั้ง 3 พ่อแม่ลูก ก็ไม่ได้รับการต้อนรับจากชนพื้นเมืองนัก จึงได้เดินทางไปยังใจกลางป่ารกทึบ พ่อของพระนางมัสสุหรี ได้ตัดเอาไม้บริเวณนั้น สร้างกระท่อมเล็กๆ เพื่ออยู่อาศัย จนกระทั้งเกิดวิกฤติ ภัยแล้งอย่างหนัก ทั่วทั้งเกาะไม่มีน้ำดื่มแม้แต่หยดเดียว ผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว บ้างก็อพยพย้ายถิ่นฐานไปที่อื่น พระนางมัสสุหรี ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาด และได้ยินพ่อแม่เล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า ตนเองเป็นเด็กที่มีบุญยาธิการ จึงยกมือสองมือระดับหน้าอก อธิฐานจากพระเจ้า(ขอพรแบบอิสลาม) ว่า “ได้โปรดเถิดพระเจ้า หากข้าพเจ้ามีบุญยาธิการจริงขอพระเจ้าได้ประธานแหล่งน้ำให้ข้าพเจ้าด้วย เถิด” หลังจากอธิฐานก็ได้สะกิดก้อนกรวด ทำให้พบตาน้ำไหลออกมา จึงรีบไปบอกพ่อและแม่ พ่อจึงได้ขุดเป็นบ่อน้ำ แล้วขอให้พ่อไปแจ้งชาวบ้าน ว่าให้มาตักน้ำไปดื่มกินได้ ซึ่งน้ำในบ่อแห่งนี้ ใครที่ได้ดื่มกิน ก็จะช่วยให้หายจากโรคร้าย จึงลือกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ
        พระนางมัสสุรีนั้น เป็นเด็กที่ขยัน เด็กที่ดีของพ่อแม่ ซื่อสัตย์ เชื่อฟังพ่อแม่ ขยันทำงานบ้าน และที่สำคัญไม่เคยพูดโกหก ในทุกๆ วันเมื่อพ่อแม่ของนางกลับมาถึงบ้าน นางก็จะเตรียมขันน้ำ และไม้เรียวสำหรับค่อยรายงานว่าตนเองทำผิดอะไร หรือมีใครมาฟ้องอะไรกับพ่อของนาง นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เป็นที่ร่ำลือของชาวบ้านว่า ยามใดที่มีคนยาก หรือขอทานผ่านมา มักจะชวนเข้าบ้าน พูดคุย และให้ทานน้ำและอาหาร จนกระทั่งโตเป็นสาว พระนางมัสสุหรีก็มีรูปสวยงามที่สุดบนเกาะลังกาวี
        จนเรื่องราวนี้ ดังกระฉ่อนไปถึงหูของ”วันดารุส”โอรสของสุรต่านผู้ซึ่งปกครองเกาะลังกาวีแห่ง ด้วยความสนพระทัย วันดารุส จึงปลอมตัวเป็นขอทาน มาขอข้าวขอน้ำที่หน้าบ้านของพระนางมัสสุรี พระนางก็ต้อนรับอย่างดี วันดารุส ทำอย่างนี้อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนทั้งสองเกิดความรักซึ่งกันและกัน
วันดารุสตัดสินใจบอกกับพระมารดา ว่า พบหญิงที่รัก อยากแต่งงานมีครอบครัวเสียที พระมารดาได้ถามว่า “เธอคนนั้นเป็นลูกเต้าหรือเชื้อพระวงศ์ที่ไหน”เมื่อพระมารดาทราบว่า เธอเป็นหญิงสาว ลูกชาวบ้าน ไม่มีหัวนอนปลายเท้า แถมเป็นคนไทยที่อพยพมาจากภูเก็ต พระมารดาก็ออกปากปฏิเสธทันที ในที่สุดเจ้าชายวันดารุส จึงใช้วิธี ยื่นคำขาดกับพระมารดาหากพระมารดาไม่ดำเนินการไปสู่ขอพระนางมัสสุหรี ตนจะปลิดชีพตนเอง พระมารดา จึงยินยอมไปสู่ขอพระนางมัสสุรีแต่โดยดี แต่ในใจนั้น ผูกพยาบาทโกรธพระนางมัสสุหรียิ่งนัก พิธีอภิเษกสมรสเกิดขึ้นท่ามกลางความชื่นชมของชาวเกาะลังกาวี
         แต่เมื่อ วันดารุสไม่อยู่ในวัง พระมารดา ก็คอยกลั่นแกล้งเสมอ ใช้ทำงานสารพัดเพื่อให้สาสมกลับที่แย่งความรักจากวันดารุสไปจากตน จนพระนางตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเป็นชาย วันดารุส ดีใจมากที่มีทายาท พร้อมตั้งชื่อว่า “วันฮาเก็ม” หลังจากวันฮาเก็ม คลอดได้ 3 วัน วันดารุสก็ต้องไปออกศึก เพราะขณะนั้นเกิดศึกสงครามจากการขยายอำนาจของสยาม ก่อนไป วันดารุสได้มอบหมายให้องค์รักษ์คู่ใจ มีฝีมือ และเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ให้มาช่วยรับใช้ พระนางมัสสุรี โดยประกาศไว้ว่า หากใครแตะต้องพระนางมัสสุหรีและลูกหรือขัดขวางการทำหน้าที่ขององค์รักษ์ มีโทษประหารสถานเดียว แต่ด้วยความริษยาของพระมารดา จึงสั่งให้ข้าราชบริพารในวังหยุดทำงาน เพื่อให้พระนางมัสสุหรีทำเพียงผู้เดียว พระนางมัสสุหรีไม่ต่อต้านแต่อย่างใด ยอมทำทุกอย่าง แม่องค์รักษ์จะทัดทาน จนในที่สุดองค์รักษ์ก็ก้มกราบลงแทบเท้าและจะไม่ยอมลุกขึ้นหากนางไม่ยอมให้ทำหน้าที่แทน จนพระนางยินยอม พระมารดาโกรธเป็นอย่างมาก จึงสั่งให้บริวารไปเฝ้าดูเพื่อจับผิด และหาเรื่องใส่ร้ายพระนามมัสสุหรีให้จงได้
         กระทั่งวันหนึ่ง พระนางมัสสุหรี เอาผ้าคลุมฮิญาบหรือผ้าคลุมศรีษะ ยื่นให้องครักษ์เช็ดหน้าเช็ดตา ในขณะที่ทำงานตรากตำ เรื่องนี้ถึงหูพระมารดา จึงสั่งให้จับตัวทั้ง 2และ ประกาศไปทั่วว่านางคบชู้ และสั่งให้โทษประหารด้วยกิชประจำตระกูล พระนางมัสสุหรีถูกนำตัวมามัดไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่ง เมื่อเริ่มลงมือเอากริชแทงพระนางหลายครั้งด้วยน้ำตา แต่กริชก็ไม่ระคายผิวแม้แแต่น้อย พระนางจึงกล่าวว่า ต้องเป็นกริชประจำตระกูลของพระนางฯเท่านั้นถึงจะฆ่าพระนางได้ พ่อแม่ของพระนางมัสสุหรีก็ยอมให้แต่โดยดี เพราะทราบว่าคงเป็นความต้องการของพระนาง ที่ต้องการจะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงมือประหาร พระนางมัสสุหรีจึงกล่าวดังไว้ว่า “ฟ้าดินเป็นพยานข้านี้ถูกใส่ร้าย ข้ามิเคยคบชู้สู่ชายแต่อย่างใด หากข้าไม่ผิด ของให้โลหิตเป็นสีขาว และอย่าให้หิตข้าหลั่งลงพื้นดิน ฟ้าดินเป็นพยาน สิ้นคำกล่าวของพระนางฯ เพชฌฆาตก็ลงมือปักกริช ลงตรงคอ เสียงร้องของพระนางดังไปทั่วบริเวณ เลือดสีขาวพระนางฯพุ่งขึ้น เหมือนร่ม โดยไม่ตกลงพื้นแม้แต่หยดเดียว” และหันไปมองลูกน้อยที่ร้องเสียงดัง เหมือนรับรู้ถึงความเจ็บปวด และขอให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ด้วยความใจดำของพระมารดาจึงไม่ยินยอม พระนางมัสสุหรี จึงสาปแช่งว่า “มันผู้ใดที่อยู่บนเกาะลังกาวีจงประสบทุกข์เข็ญนานตราบ 7 ชั่วอายุคน” และบอกให้พ่อแม่ให้เอากล้วยนมหว้าป้อนลูกของตน ส่วนองครักษ์นั้นได้ถูกสั่งประหารด้วยการขุดหลุม แล้วให้ลงไปนอน จากนั้นเอาก้อนหินกระหน่ำปาลงไปจนตาย
         วันดารุส ก็นิมิตรเห็นพระนางมัสสุหรีมาบอกลา และประกาศว่า “หากใครทำอันตรายพระนางมัสสุหรี จะฆ่าตายให้หมด” พร้อมเดินทางกลับ เมื่อมาถึงเกาะ สภาพเหมือนเกาะร้าง ผู้คนไม่รู้หายไปไหนหมด กลับไปที่วัง ร้องหาแม่นางมัสสุรีและลูกไม่พบ จึงไปหาที่บ้านพ่อตาแม่ยาย เมื่อย่างก้าวเข้าบริเวณบ้าน เมื่อขึ้นไปดู จึงเห็นแต่ลูก และทราบข่าวการตายของพระแม่นางมัสสุรี จากพ่อตาและแม่ยาย วันดารุสเสียใจมาก พระองค์จึงตัดสินใจสละสิทธิ์รัชทายาทราชบันลังก์ แล้วหอบลูกและกริช กลับไปยังบ้านเกิดของพระนางมัสสุหรี คือภูเก็ต ส่วนพระมารดาเมื่อสิ้นชีวิต พระศพก็ไม่สามารถฝั่งบนเกาะลังกาวีที่ใดได้เลย ขุดฝังที่ใดทรายก็จะดันขึ้นมาเสมอ จนกระทั่ง ต้องไปกลับทำพิธีบนบานที่สุสานพระนางมัสสุหรี และนำไปฝังบนหาดทราย แต่ทรายก็กลายเป็นสีดำในทันที